Thailand — Legal services — 02-11-2026 · seo-anomaly-top-604.xyz

ก่อนเปิดพินัยกรรม เรื่องกฎหมายมรดกไทยและทรัพย์สินต่างชาติ

ทำไมกฎหมายมรดกไทยจึงซับซ้อนขึ้นเมื่อมีทรัพย์สินอยู่ในต่างประเทศ

ในทางปฏิบัติ สำนักงานกฎหมายในกรุงเทพฯ รับงานที่ลูกความคนไทยมีบัญชีเงินฝากหรือคอนโดในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาที่ตามมาคือ กฎหมายมรดกของไทยยึดหลักสัญชาติเป็นสำคัญสำหรับทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย แต่ประเทศที่ทรัพย์สินตั้งอยู่มักใช้หลักถิ่นที่อยู่ของเจ้ามรดกหรือหลักที่ตั้งทรัพย์สินแทน ผลคือ พินัยกรรมฉบับเดียวที่ทำในไทยอาจใช้บังคับได้ไม่ครบทุกทรัพย์สิน

ตัวอย่างที่พบบ่อยคือคุณลุงชาวนครสวรรค์ที่ทำงานในฮ่องกงหลายสิบปีและถือสัญชาติจีนแล้ว เมื่อเสียชีวิต ทายาทในไทยต้องเผชิญกับกฎหมายสัญชาติของฮ่องกงควบคู่กับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย การทราบว่ากฎหมายใดใช้กับทรัพย์สินใดตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัวได้มาก

หลัก619และหลักการเลือกกฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย

มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 วางหลักว่ามรดกอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ส่วนสังหาริมทรัพย์ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของเจ้ามรดกในขณะถึงแก่ความตาย ดังนั้นบ้านในเชียงใหม่และห้องชุดในสิงคโปร์จึงอาจถูกจัดการด้วยกฎหมายคนละฉบับ

ประเด็นที่ทนายความด้านคดีความมักหยิบยกขึ้นมาโต้แย้งคือ การตีความคำว่า "สังหาริมทรัพย์" ในยุคดิจิทัล หุ้นในบริษัทต่างประเทศ คริปโทเคอร์เรนซี หรือสิทธิในกองทรัสต์ อาจไม่เข้าข่ายคำนิยามเดิม ทำให้ศาลต้องตีความใหม่ บางกรณีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพาณิชย์เปรียบเทียบต้องเข้ามาให้ความเห็นเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองและการบังคับคำพิพากษา

ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อต้องจัดการมรดกที่มีทรัพย์สินหลายประเทศ

เริ่มจากการทำบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดแยกตามประเทศให้ชัดเจน ทั้งบัญชีธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา จากนั้นจึงสอบถามที่ปรึกษากฎหมายในแต่ละประเทศว่าต้องมีคำสั่งศาลท้องถิ่นหรือไม่ เช่น ในสหรัฐอเมริกา บางรัฐต้องยื่นคำร้องต่อศาลท้องถิ่นก่อนจึงจะโอนบัญชีธนาคารได้ และหากมีคดีอาญาเกี่ยวพันกับกองมรดก เช่น การฟ้องทายาทเรื่องการยักย้ายทรัพย์ ทนายจำเลยในคดีอาญาอาจถูกว่าจ้างแยกจากทีมที่ดูแลมรดก

การขอรับรองพินัยกรรมในไทยจะทำที่สำนักงานเขตหรืออำเภอท้องที่ที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนา หรือต่อศาลหากมีข้อโต้แย้ง โดยต้องแนบคำแปลที่รับรองโดยนักแปลและสถานทูต พร้อมเอกสารรับรองการตายจากต่างประเทศ หากเอกสารไม่ครบ กระบวนการอาจยืดเยื้อถึง 6–12 เดือน ค่าธรรมเนียมทนายความสำหรับงานลักษณะนี้มักอยู่ระหว่าง 50,000–250,000 บาท ขึ้นกับจำนวนประเทศและความซับซ้อน

การวางแผนล่วงหน้าที่ลดภาระทายาท

วิธีที่ได้ผลที่สุดคือการทำพินัยกรรมแยกฉบับตามประเทศที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ และระบุให้ชัดว่าฉบับใดใช้กับทรัพย์สินใด เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเรื่องพินัยกรรมขัดกัน การระบุผู้จัดการมรดกที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศนั้นยังช่วยให้ดำเนินการทางปกครองได้เร็วขึ้น

อีกทางเลือกหนึ่งคือการโอนทรัพย์สินบางส่วนให้ทายาทก่อนเสียชีวิต ผ่านโครงสร้างทางกฎหมาย เช่น ทรัสต์หรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือทรัพย์สินแทน ซึ่งต้องวางแผนเรื่องภาษีให้ดี เพราะไทยเก็บภาษีการรับมรดกในอัตรา 5–10 เปอร์เซ็นต์สำหรับมรดกที่เกิน 100 ล้านบาท ขณะที่บางประเทศจัดเก็บภาษีมรดกในอัตราที่สูงกว่ามาก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม

ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งคือการทำพินัยกรรมในไทยโดยไม่แจ้งทนายความในประเทศที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ ทำให้พินัยกรรมไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กฎหมายท้องถิ่นกำหนดและตกเป็นโมฆะ เช่น ในบางรัฐของอเมริกาต้องมีพยานสองคนลงนามพร้อมกันโดยไม่มีการแทรกแซง

อีกจุดที่พลาดบ่อยคือการละเลยหนี้สินและภาษีค้างชำระในต่างประเทศ ทายาทอาจต้องรับผิดชอบภาษีทรัพย์สินค้างจ่ายก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ การตรวจสอบสถานะภาษีของทรัพย์สินทุกแห่งจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ และควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีร่วมทีมตั้งแต่ต้น

สุดท้าย ควรเตรียมงบประมาณสำหรับค่าดำเนินการในแต่ละประเทศแยกจากค่าทนายความในไทย รวมถึงค่าธรรมเนียมศาล ค่าล่าม และค่าดำเนินการธนาคาร ซึ่งอาจสูงถึงหลายแสนบาทหากมีทรัพย์สินในหลายเขตอำนาจ การวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ครอบครัวไม่ต้องเผชิญกับภาระเกินคาดในวันที่สูญเสียคนที่รัก

บทความที่เกี่ยวข้อง

✈