สิทธิของลูกเขยต่อทรัพย์สินพ่อตาแม่ยาย เรื่องที่ต้องเข้าใจให้ถูก
กฎหมายครอบครัวคืออะไร และทำไมลูกเขยต้องเข้าใจก่อนแต่งงาน
หลายคนเข้าใจว่ากฎหมายครอบครัว (what is family law) จำกัดอยู่แค่การจดทะเบียนสมรสและการหย่า แต่ในทางปฏิบัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบคลุมตั้งแต่การหมั้น สินสอด การจัดการสินสมรส ไปจนถึงสิทธิในการรับมรดก ซึ่งล้วนกระทบชีวิตของลูกเขยที่แต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิงโดยตรง
ยกตัวอย่างง่าย ๆ หนุ่มจากเชียงใหม่ที่ไปทำงานกรุงเทพฯ แล้วแต่งงานกับลูกสาวเจ้าของร้านทองในนครปฐม เขาต้องรู้ว่าสินสอดที่พ่อตาแม่ยายเรียกนั้น กฎหมายมองเป็นเรื่องของครอบครัวที่ตกลงกันได้ แต่ถ้าไม่มีการหมั้นตามแบบแผน สินสอดก็ไม่ผูกพันทางกฎหมาย และถ้าการหมั้นถูกยกเลิกเพราะฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1447
ปัญหาที่พบบ่อยคือลูกเขยที่ย้ายไปอยู่บ้านฝ่ายภรรยาแล้วแยกเงินส่วนตัวกับเงินที่นำมาใช้จ่ายในบ้านไม่ออก เมื่อเกิดปัญหาครอบครัวหรือการหย่า การพิสูจน์ว่าทรัพย์ใดเป็นสินส่วนตัวจึงทำได้ยากมาก
สิทธิของลูกเขยในทรัพย์สินของครอบครัวฝ่ายหญิง
สินส่วนตัวของภรรยาไม่ใช่ของพ่อตาแม่ยาย
เมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว ทรัพย์ที่ภรรยามีก่อนสมรสหรือได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้โดยเสน่หา ถือเป็นสินส่วนตัวของเธอ ไม่ใช่ของพ่อตาแม่ยาย และไม่ใช่ของลูกเขยเช่นกัน ลูกเขยไม่มีสิทธิในสินส่วนตัวของภรรยาและไม่มีภาระหนี้ในสินส่วนตัวนั้น
แต่ถ้าพ่อตาแม่ยายให้ที่ดินพร้อมบ้านเป็นของขวัญแต่งงานโดยไม่ได้ระบุว่าให้เฉพาะลูกสาว ที่ดินนั้นอาจกลายเป็นสินสมรสที่ทั้งสองคนมีสิทธิเท่ากัน นี่คือจุดที่ควรทำเป็นหนังสือระบุให้ชัด ทั้งฝ่ายให้และฝ่ายรับ
มรดก: ลูกเขยไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย
ข้อเท็จจริงที่หลายคนเข้าใจผิดคือลูกเขยไม่ใช่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 ของพ่อตาแม่ยาย คู่สมรสจะได้มรดกก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนสมรสถูกต้อง และในกรณีนั้นคู่สมรสยังมีสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 alongside บุตร แต่ลูกเขยที่อยู่กินโดยไม่จดทะเบียนจะไม่มีสิทธิอะไรเลยนอกจากสิทธิในฐานะผู้อยู่ในอุปการะตามหลักฐานข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
ในทางกลับกัน ลูกเขยมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูพ่อตาแม่ยายของภรรยาตามมาตรา 1461 เฉพาะเมื่อพ่อตาแม่ยายเป็นผู้ยากไร้และไม่มีบุตรคนอื่นดูแล การไม่ดูแลอาจถูกฟ้องเรียกค่าอุปการะได้ แต่ศาลจะพิจารณาตามฐานะและความสามารถจริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีเตรียมตัว
ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งคือทำสัญญาแต่งงานหรือคำมั่นเรื่องทรัพย์สินด้วยวาจา ประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1466 กำหนดให้ข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ ถ้าพ่อตาแม่ยายสัญญาว่าจะยกที่ดินให้หลังแต่งงานหนึ่งปี ควรบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมพยาน
อีกเรื่องที่มักสร้างเรื่องในครอบครัวคือเงินที่ลูกเขยโอนให้พ่อตาแม่ยายเป็นรายเดือน เมื่อถึงคราวหย่าเงินนั้นถือเป็นค่าอุปการะ ไม่ใช่หนี้ที่เรียกคืนได้ หากต้องการให้เป็นเงินกู้ต้องทำสัญญากู้ยืมและมีหลักฐานการโอนที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน
สำหรับคู่ที่จดทะเบียนที่อำเภอหรือเขตแล้ว ควรตรวจสำเนาทะเบียนสมรสและสอบถามเจ้าหน้าที่เรื่องข้อตกลงทรัพย์สินก่อนลงนามทุกครั้ง เพราะแบบฟอร์มมาตรฐานมักไม่มีช่องให้ระบุรายละเอียดทรัพย์สินที่แต่ละฝ่ายนำเข้ามา
เมื่อความสัมพันธ์แตกร้าว: สิทธิที่ลูกเขยควรรู้
หากเกิดการหย่า กฎหมายให้แบ่งสินสมรสคนละครึ่ง แต่พ่อตาแม่ยายไม่มีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความในคดีหย่าของลูกสาว ลูกเขยมีสิทธิฟ้องหย่าได้เองหากภรรยาทำผิดตามมาตรา 1516 เช่น มีชู้ ทำร้ายร่างกาย หรือทิ้งร้างเกินหนึ่งปี
ส่วนเรื่องบุตร ศาลจะพิจารณาประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ไม่ได้ให้สิทธิพ่อโดยอัตโนมัติ แต่การที่ลูกเขยมีรายได้มั่นคงและมีที่อยู่อาศัยชัดเจนเป็นปัจจัยที่ศาลชั่งน้ำหนัก บิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรต้องดำเนินการรับรองก่อนจึงจะมีอำนาจปกครองตามกฎหมาย
สุดท้ายนี้ การปรึกษาทนายความด้านกฎหมายครอบครัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องเกินเหตุ หลายครอบครัวในประเทศไทยเสียเวลาเป็นปีและเสียเงินหลายแสนบาทในชั้นศาล เพียงเพราะไม่ได้ทำเอกสารง่าย ๆ หนึ่งฉบับตอนที่ทุกคนยังพูดจากันดี
